เสริมหน้าอก,เสริมหน้าอกที่ไหนดี,ทำนม,ทำนมที่ไหนดี,เสริมนม,ศัลยกรรมหน้าอก,ศัลยกรรมหน้าอกที่ไหนดี

ซิลิโคนเสริมหน้าอก

ในปัจจุบันการศัลยกรรมเสริมหน้าอก ถือเป็นเรื่องปกติและค่อนข้างได้รับความนิยมในอันดับต้นๆ ของการศัลยกรรม ซึ่งนอกจากฝีมือศัลยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญที่จะทำให้หน้าอกสวยแล้ว สิ่งสำคัญอีกอย่างก็คือ “ซิลิโคน” ที่ใช้ในการเสริมหน้าอกหรือเสริมเต้านม เนื่องจากปัจจุบัน มีซิลิโคนปลอมที่ไม่ได้รับการรับรองคุณภาพเยอะมาก ซึ่งซิลิโคนที่ไม่ได้คุณภาพ อาจส่งผลให้ซิลิโคนแตกรั่วซึ่งค่อนข้างเป็นอันตรายกับร่างกายของเรา ที่เอเมด คลินิก เราใช้ซิลิโคนที่ได้มาตรฐานสากล ปลอดภัยต่อร่างกาย 100% จากผู้ผลิตจากอเมริกา ยี่ห้อ Mentor Allergan และผู้ผลิตจากฝรั่งเศส ยี่ห้อ Euro Sebbin ที่เป็นมาตรฐานจากยุโรป และถือว่าคุณภาพดีมาก และอื่นๆ อีกเช่น ยี่ห้อ Silimed ของบราซิล ที่ถือว่ามีชื่อเสียงด้านศัลยกรรมเสริมหน้าอกเป็นอันดับต้นๆ ของโลกเลยก็ว่าได้ ซึ่งมาดามการันตีได้เลยว่าซิลิโคนของเอเมด คลินิก มีใบรับประกัน

ซิลิโคนเสริมเต้านม แบ่งออกเป็น 2 ชนิดใหญ่ๆ ด้วยกันคือ ถุงน้ำเกลือ และ ถุงซิลิโคน ทั้ง 2 ชนิดนี้ ถ้าจะเปรียบ ก็จะมีลักษณะเหมือน ขนมปังสังขยา คือ ประกอบด้วยวัสดุ 2 ส่วน

ส่วนแรก คือ ถุงหรือเปลือกที่เปรียบเหมือน ขนมปังที่อยู่ภายนอก ซึ่งเปลือกนี้จะผลิตจาก ซิลิโคนคุณภาพดี สามารถทนได้ทั้งแรงบีบเค้น ทั้งการยืดขยายตัวต่างๆ ได้ดี มีการรั่วซึมของวัสดุที่ใส่อยู่ภายในต่ำ ไม่ก่อให้เกิดปฏิกิริยาต่อต้านจากร่างกาย

ส่วนที่สอง คือ ของเหลวที่บรรจุอยู่ภายในถุง ที่เปรียบเหมือนไส้สังขยาที่อยู่ภายใน ซึ่งของเหลวนี้อาจเป็น “น้ำเกลือ” ที่ใช้อย่างกว้างขวางในวงการแพทย์ หรืออาจเป็น “ซิลิโคนเหลว” คุณภาพสูง ที่ในปัจจุบันได้รับการพัฒนาให้มีการเกาะตัวกันระหว่างโมเลกุลได้ดีมาก ทำให้มีการคงรูปร่างได้ดี มีโอกาสการรั่วซึมออกจากถุงต่ำ จึงมีความปลอดภัยในการใช้งานสูง

ซิลิโคน “มาตรฐานต่ำ”

อาจหมายถึงได้ ทั้งคุณภาพของถุงซิลิโคนภายนอก หรือ คุณภาพซิลิโคนเหลวซึ่งบรรจุอยู่ภายใน ซึ่งการไม่ได้คุณภาพของส่วนใดส่วนหนึ่ง ก็จะทำให้เกิดการรั่วซึมที่มากเกินที่ร่างกายจะยอมรับได้ กระตุ้นให้เกิดปฏิกิริยาต่อต้านทำให้เกิดพังผืดมากขึ้น มีแคลเซียมมาเกาะตัวมากขึ้น ทำให้เต้านมผิดรูป แข็ง เกิดความเจ็บปวด

การเสริมหน้าอก เราจะใช้ซิลิโคน ชนิดเหลว เจลลี่ เป็นตัวเสริม ปัจจุบันไม่ค่อยนิยมใช้ถุงน้ำเกลือแล้ว เพราะชนิดเจลลี่ ความนุ่มค่อนข้างคล้ายคลึงธรรมชาติมากกว่า โอกาสรั่วเหมือนถุงน้ำเกลือ ก็ถือว่าน้อยกว่ามาก ผิวของซิลิโคน จะแบ่งเป็นสองอย่าง คือผิวเรียบและผิวทราย ซึ่งโดยส่วนใหญ่ เราจะเลือกเป็นผิวทราย เพราะโอกาสการเกิดพังผืดจะน้อยกว่า หลังเสริมหน้าอก ลูกค้าสามารถให้นมบุตรได้ตามปกติ เพราะซิลิโคนจะถูกวางใต้กล้ามเนื้อ / หรือใต้ฐานนม สามารถอยู่ได้ตลอดชีวิต เพราะโอกาสรั่วหรือแตกถือว่าน้อยมาก … แต่ ห้ามโดนของมีคม

การวัด size หรือขนาดซิลิโคน

วัดขนาดถุงนมก่อนใส่ ว่าต้องการให้ได้ออกมาประมาณขนาดเท่าไร โดยประเมินจาก 3 อย่างใหญ่ๆ คือ

หุ่น รูปร่าง และส่วนสูง ถ้ารูปร่างใหญ่หรือสูงมาก แนะนำใส่ Size ใหญ่
– ต้นทุนที่มีหรือปริมาณเนื้อหน้าอก เช่น บางคนหลังคลอด อาจจะมีเนื้อหน้าอกฝ่อไปบ้างหรือเล็กมาก ก็อาจจะต้องใส่ใหญ่หน่อย
– ความต้องการ เช่น ต้องการให้ออกมาเป็นรูปทรงไหน ขนาดกลางๆ ใหญ่ หรือใหญ่มาก

หุ่น รูปร่าง และส่วนสูง ถ้ารูปร่างใหญ่หรือสูงมาก แนะนำใส่ Size ใหญ่
– ต้นทุนที่มีหรือปริมาณเนื้อหน้าอก เช่น บางคนหลังคลอด อาจจะมีเนื้อหน้าอกฝ่อไปบ้างหรือเล็กมาก ก็อาจจะต้องใส่ใหญ่หน่อย
– ความต้องการ เช่น ต้องการให้ออกมาเป็นรูปทรงไหน ขนาดกลางๆ ใหญ่ หรือใหญ่มาก

จากนั้นเราก็มาดูว่ามีซิลิโคนปริมาณที่เลือกอย่างไร ซึ่งโดยส่วนใหญ่ ก็ใส่กันประมาณ 200 – 400 ซีซี

ซิลิโคนรูปทรงกลม

เสริมหน้าอก,เสริมหน้าอกที่ไหนดี,ทำนม,ทำนมที่ไหนดี,เสริมนม,ศัลยกรรมหน้าอก,ศัลยกรรมหน้าอกที่ไหนดี

ซิลิโคนรูปทรงหยดน้ำ

เสริมหน้าอก,เสริมหน้าอกที่ไหนดี,ทำนม,ทำนมที่ไหนดี,เสริมนม,ศัลยกรรมหน้าอก,ศัลยกรรมหน้าอกที่ไหนดี

Breast implant

– ยี่ห้อที่นิยมใช้กันมากที่สุด คือของ อเมริกา เช่น Mentor Allergan หรือของ ฝรั่งเศษ ยี่ห้อ Euro Sebbin เพราะทำมานาน และถือว่าคุณภาพดี และอื่นๆ เช่น Silimed ของบราซิล ก็มีทำกันบ้างในเมืองไทย
– Size จะขึ้นกับแต่ละยี่ห้อ และมักจะมีขนาดที่ต่างกัน ห่างกันประมาณ 20-25 ซีซี เช่น ของ Mentor มีขนาด 200 -> 225 -> 250 ->….-> 400 ซีซี

เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับการเสริมหน้าอกด้วยซิลิโคน

– ถุงซิลิโคนเสริมหน้าอกถูกผลิตขึ้นครั้งแรกในปี ค.ศ. 1962 โดย Cronin และ Gerow จากนั้นได้มีการพัฒนามาแล้วอย่างน้อย 5 รุ่นด้วยกัน
– ซิลิโคนเสริมหน้าอกไม่ได้รับการรับประกันตลอดอายุการใช้งานทุกบริษัท ดังนั้น จึงควรต้องเตรียมใจเผื่อสำหรับการผ่าตัดเปลี่ยนซิลิโคนคู่ใหม่ในอนาคตไว้ด้วย
– รูปโฉมของหน้าอกอาจเปลี่ยนแปลงได้ตามกาลเวลาหรือภาวะอื่นๆ อาทิ การตั้งครรภ์ การลดน้ำหนัก ตลอดจนช่วงเวลาที่ฮอร์โมนร่างกายเปลี่ยนแปลงหลังประจำเดือนหมด เป็นต้น

ความเสี่ยงและผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นจากการผ่าตัดเสริมหน้าอก สิ่งเหล่านี้ได้แก่

  1. การมีแผลเป็นที่มองเห็นชัด เช่น แผลเป็นนูน แผลเป็นคีลอยด์ (ขึ้นอยู่กับการดูแลตัวเอง)
  2. ภาวะมีเลือดออก หน้าอกเขียวช้ำ
  3. การเกิดภาวะติดเชื้อที่แผลผ่าตัด หรือ ติดเชื้อรอบซิลิโคนเสริมหน้าอก
  4. ความรู้สึกบริเวณหัวนมเปลี่ยนแปลง หรือ ชา ซึ่งส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นชั่วคราว แต่ก็พบแบบถาวรได้ในผู้ป่วยบางราย
  5. ภาวะพังผืดหดรัดตัว ซึ่งอาจทำให้เต้านมผิดรูป และต้องได้รับการผ่าตัดแก้ไข
  6. ซิลิโคนเหลวหรือน้ำเกลือ แตกรั่วออกจากถุงซิลิโคน
  7. การย่นตัวเป็นคลื่นของผิวหนังเต้านม
  8. ความเสี่ยงจากการดมยาสลบ
  9. ความเจ็บปวดจากการผ่าตัด
  10. ความเสี่ยงต่อภาวะเลือดในหลอดเลือดดำที่ขาจับตัวเป็นลิ่ม ซึ่งในบางรายสามารถหลุดไปที่ปอดได้ ซึ่งเป็นความเสี่ยงที่พบได้เช่นเดียวกับการผ่าตัดประเภทอื่นๆ รวมทั้งมีโอกาสเสี่ยงที่ต้องได้รับการผ่าตัดแก้ไขเกิดขึ้นได้

ซิลิโคนเสริมหน้าอก มีลักษณะเป็นผิวทรายและผิวเรียบ ความแตกต่างของทั้งสองแบบในแง่ความรู้สึกของลูกค้า จะไม่สามารถบอกความต่างได้ แม้ว่าจะใส่ต่างกันทั้งสองข้าง

แต่เหตุผลที่มีการพัฒนาซิลิโคนแบบผิวทรายมา เพราะในอดีตเขาพบว่าหลังผ่าตัดเสริมหน้าอกจะมีคนไข้กลุ่มหนึ่งประมาณเกือบ 20% ที่จะเกิดเป็นพังผืดรัดเต้านมภายใน ทำให้เต้านมผิดรูปและแข็งขึ้น หากเป็นมากๆ จะรัดจนเห็นเป็นก้อนและทำให้เจ็บปวดมากซึ่งเขาเชื่อว่าการออกแบบซิลิโคนให้มีลักษณะขุรขระจะช่วยลดการเกิดพังผืดรัดเต้านมได้

การที่เป็นผิวเรียบหรือผิวทราย อีกประเด็น คือ เรื่องของการนวดหลังผ่าตัดให้หน้าอกเข้าที่ ซิลิโคนชนิดผิวทรายเราจะไม่แนะนำให้รีบนวดเพราะเกรงว่าความที่เป็นผิวขรุขระจะทำให้เวลานวดเกิดการเสียดสีกับโพรงใต้กล้ามเนื้อทำให้เกิดเลือดซึมออกมาภายในได้ ควรนวดหลังจาก 2 สัปดาห์ไปแล้วและไม่จำเป็นต้องนวดบ่อย

ซิลิโคนแบบผิวเรียบสามารถเริ่มนวดได้เร็วและจะไม่ค่อยเจ็บเวลานวดมาก เหตุผลที่แพทย์แนะนำให้นวดเต้านมหลังการเสริมก็เพื่อลดโอกาสการเกิดพังผืดข้างในที่จะรัดซิลิโคนข้างในให้เสียรูป

คำแนะนำก็คือรอให้หายเจ็บหายปวดก่อนจึงจะเริ่มนวดโดยนวดเบาๆ รอบเต้านม ทำสัก 3-5 นาที วันละ 2-3 รอบ ก็เพียงพอแล้ว

การวางซิลิโคนใต้กล้ามเนื้อหน้าอก จะทำให้หน้าอกหลังเสริมมีความลาดเอียงและได้เนินอกสวยอย่างเป็นธรรมชาติ ลดปัญหาการคลำเจอขอบถุงซิลิโคน โดยทำให้มองไม่เห็นรอยต่อของถุงซิลิโคนและไม่พบรอยย่น อีกทั้งยังช่วยลดปัญหาเรื่องความหย่อนคล้อยของถุงซิลิโคน จึงเป็นการลดปัญหาการเกิดพังผืดรัดตัวซิลิโคนได้เป็นอย่างดีอีกด้วย

ตำแหน่งของแผลผ่าตัด

  1. ใต้รักแร้สองข้าง (Transaxillary) ซึ่งเป็นตำแหน่งที่แพทย์ผ่าตัดนิยมเปิดแผลคือบริเวณใต้รักแร้ เพราะรอยเย็บของแผลจะถูกซ่อนไว้เป็นอย่างดี และจะสามารถเริ่มนวดหน้าอกได้เร็วกว่ากรณีเปิดแผลใต้ฐานเต้านมและปานนม หลังทำจะเจ็บมากกว่าการเปิดแผลที่ตำแหน่งอื่น แต่แผลก็จะหายเร็วกว่า
  2. ใต้ราวนม (Inframmary) แผลจะถูกเย็บซ่อนไว้ใต้ราวนม ความยาวจะขึ้นอยู่กับขนาดของซิลิโคนที่เสริม โดยมีแผลผ่าตัดจะยาวประมาณ 3-4 ซม. และจะใช้เวลาในการผ่าตัดที่รวดเร็วกว่า อาการเจ็บจะน้อยกว่า แต่จะไม่สามารถเสริมด้วยซิลิโคนที่มีขนาดใหญ่มากได้ เพราะเสี่ยงที่แผลผ่าตัดจะปริแยกขึ้นได้ หลังทำจะเริ่มนวดหน้าอกได้ช้า เนื่องจากต้องรอให้แผลหายดีเสียก่อน ซึ่งแผลจะหลบอยู่ใต้ราวนมด้านข้างยาวประมาณ 3-4 ซม. โดยจะมองไม่เห็นแม้เวลานอน
  3. บริเวณปานนม (Areola) การเปิดแผลบริเวณปานนมส่วนใหญ่ จะทำในกรณีที่ผ่าตัดเสริมหน้าอกไปพร้อมกับการยกกระชับหน้าอก สำหรับผู้ที่มีปัญหาเรื่องหน้าอกหย่อนยาน แต่จะเห็นแผลชัดเจน โดยมีความเสี่ยงที่จะเกิดปัญหาเรื่องหัวนมชาขึ้นได้ ภายหลังการผ่าตัดเสริมหน้าอก
  4. สะดือ (TUBA) การใส่ซิลิโคนโดยลอดผ่านจากสะดือ ข้อดี คือ ปลอดจากแผลเป็น แต่ด้วยระยะทางค่อนข้างไกล จะทำให้เจ็บและบอบช้ำได้ค่อนข้างมาก

คำถาม

ซิลิโคน คืออะไร…?
– ซิลิโคนเป็นสารประกอบหรือเป็นพอลีเมอร์ที่ประกอบด้วยด้วย ธาตุซิลิคอน คาร์บอน ไฮโดรเจน และออกซิเจนโดยเป็นวัสดุยืดหยุ่นที่อยู่ในรูปของเหลว เจล หรือ ยาง ซิลิโคน ซึ่งพบในผลิตภัณฑ์ที่ใช้ในบ้านทั่วไป เช่น น้ำยาขัด ครีมทาให้ผิวเป็นสีแทน ครีมทามือ ผลิตภัณฑ์ลดเหงื่อ สบู่ อาหารสำเร็จรูป สารเคลือบกันน้ำ หมากฝรั่ง และงานทางการแพทย์

ถุงเต้านมเทียมที่ทำจากซิลิโคนปลอดภัยหรือไม่…?
– ซิลิโคนยังใช้เป็นวัสดุเคลือบผิวเครื่องมือทางการแพทย์ที่ฝังในร่างกายหลายชนิด เช่น ลิ้นหัวใจเทียม, ข้อเข่า, หมอนรองกระดูก ร่างกายมีปฏิกิริยาต่อสารซิลิโคนน้อยมากหรือไม่มีเลย นอกจากนี้ยังไม่พบข้อสรุปหรือหลักฐานใดที่พิสูจน์ได้ว่า การฝังซิลิโคนก่อให้เกิดโรคร้ายในร่างกายได้ และในความเป็นจริงมนุษย์ทุกคนต้องพบกับซิลิโคนอย่างสม่ำเสมอในชีวิตประจำวัน

การเกิดพังพืดคืออะไร…?
– หลังจากที่มีการใส่ซิลิโคนเข้าไปในร่างกาย ร่างกายจะมีขบวนการรักษาของแผลตามปกติ โดยการสร้างพังพืดมาห่อหุ้ม ซึ่งถือว่าเป็นขบวนการตามปกติ ซึ่งเป็นปฏิกิริยาโดยธรรมชาติที่ตอบโต้ต่อสิ่งแปลกปลอมใดๆ ที่ถูกใส่เข้ามาในร่างกาย เนื้อเยื่อแผลเป็นจะก่อตัวรอบๆ ผิวของถุงเต้านมเทียม ถ้าเกิดมากก็อาจจะมีปัญหา เช่น เต้านมแข็งขึ้น หรือดูเป็นรูปกลมบ๊อก ดูไม่ธรรมชาติ , แต่การเกิดพังพืดถือว่าไม่มาก เช่น ถ้าวางถุงนมใต้กล้ามเนื้อ จะเกิดพังพืดได้ประมาณ 2-3%

เราสามารถป้องกันพังพืดได้หรือไม่…?
– เนื่องจากการเกิดพังพืดที่เป็นปัญหา ไม่ได้เกิดขึ้นกับทุกคน แต่การป้องกันย่อมต้องดีกว่า ซึ่งการป้องกันที่สำคัญคือ การนวดหน้าอก โดยเวลาในการนวด ถ้ามีเวลาว่างก็อาจจะนวด เช้า-เย็น ครั้งละ 15-30 นาที นาน 6 เดือนถึง 1 ปี

มะเร็งกับการเสริมหน้าอก
– การเสริมหน้าอก ไม่มีผลทั้งลดหรือทำให้เกิดมะเร็งมากขึ้น , รวมถึงการตรวจหน้าอกเป็นประจำของผู้หญิง และการทำ mammogram ยังทำได้ตามปกติ แต่ห้ามใช้วิธีเจาะเท่านั้น

การเลี้ยงนมบุตร
– ทำได้ตามปกติ

โอกาสที่ซิลิโคนจะแตก…?
– ณ ปัจจุบันนี้ เทคโนโลยีในการสร้างถุงนมทำให้โอกาสที่ซิลิโคนแตก ถือว่าน้อยมาก ยกเว้นโดนของมีคม หรือว่ากระแทกแรงๆ จริงๆ เช่น อุบัติเหตุรถชน เป็นต้น

ถ้าเกิดซิลิโคนแตกจะเกิดอะไรขึ้น…?
– ซิลิโคนที่ใช้ในปัจจุบัน ตัวเจลลี่ จะเป็นลักษณะ Cohesive Gel Silicone คือ เมื่อแตกแล้ว มันก็จะอยู่กับที่ ไม่ได้ไหลไปไหน สามารถเอาออกทั้งหมดได้ตามปกติ

ทรงกลมและทรงหยดน้ำของซิลิโคนต่างกันอย่างไร…?
– ซิลิโคนแบบกลมเป็นแบบที่ใช้กันมานาน ดูเป็นธรรมชาติ ส่วนกรณีทรงหยดน้ำ ตัวซิลิโคนไม่ได้ทำให้หน้าอกเหมือนหยดน้ำ แต่อาจจะมีข้อดีในบางกรณี เช่น คนที่มีกล้ามเนื้อด้านบนบางเพื่อเพิ่มเนินหน้าอกให้มากขึ้นกว่าปกติ ส่วนราคาของทรงหยดน้ำ มักจะแพงกว่าทรงกลมพอสมควร เพราะการผลิตจะทำน้อยกว่า

การหดตัวของแคปซูลคืออะไร…?
– เมื่อใดก็ตามที่มีการฝังวัสดุเข้าในร่างกาย ร่างกายจะมีการสร้างพังผืดซึ่งก็คือแผลเป็นห่อหุ้มรอบวัสดุนั้น การผ่าตัดใส่ซิลิโคนก็เช่นกัน จะมีการสร้างพังผืดขึ้นหุ้มรอบถุงซิลิโคน ถ้าร่างกายสร้างพังผืดมากเกินไปและมีการหดรัดตัวมากเกินไปจะเรียกว่า มีการหดตัวของแคปซูล ซึ่งมีโอกาสเกิดได้ประมาณ 4-10% ภายหลังการผ่าตัดเสริมเต้านม การหดตัวของแคปซูลอาจจะไม่มีอาการเลย หรือมีอาการเจ็บและหน้าอกผิดรูป ถ้ามีอาการมากจะต้องผ่าตัดแก้ไข ซึ่งอาจจะทำได้โดยการกรีดเลาะแคปซูล และเปลี่ยนถุงซิลิโคน แต่ก็มีโอกาสเกิดเป็นซ้ำใหม่ได้อีก

ข้อห้าม

ห้ามใช้ซิลิโคนในผู้ป่วยที่มีภาวะต่อไปนี้

  1. กำลังตั้งครรภ์ หรือให้นมบุตร
  2. โรคภูมิต่อต้านตนเอง (Lupus เช่น SLE และ DLE)
  3. โรคที่มีการแข็งตัวของผิวหนัง (Scleroderma เช่น Progressive systemic sclerosis)
  4. ภาวะที่ทำให้แผลหายช้ากว่าปกติ (ยกเว้นผู้ป่วยผ่าตัดเสริมหน้าอกหลังการผ่าตัดเต้านมออกจากการเป็นมะเร็ง)
  5. กำลังมีภาวะติดเชื้อหรือเป็นฝีหนองที่บริเวณใดๆ ของร่างกาย
  6. ลักษณะผิวหนังหน้าอกซึ่งไม่เอื้ออำนวยกับการใส่ซิลิโคน (เช่น ถูกทำลายจากการฉายรังสี บางมาก หรือมีเลือดมาหล่อเลี้ยงไม่เพียงพอ)
  7. ภาวะใดๆ หรือการรักษาใดๆ ก็ตามที่แพทย์มีความเห็นว่าการผ่าตัดอาจก่อให้เกิดความเสี่ยง
  8. ความผิดปกติทางกายวิภาคหรือทางสรีรวิทยา อันอาจทำให้เกิดผลแทรกซ้อนหลังการผ่าตัด
  9. มีประวัติแพ้วัสดุแปลกปลอม หรือไม่ประสบความสำเร็จในการผ่าตัด
  10. โรคของเต้านมที่จะกลายไปเป็นเนื้อร้าย (Premalignant) และยังไม่ได้รับการรักษาโดยการตัดเต้านมออก (Subcutaneous mastectomy)
  11. มะเร็งเต้านมที่ไม่ได้รับการรักษา หรือได้รับการรักษาที่ไม่เหมาะสม โดยไม่ได้ทำการตัดเต้านมออก

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม

โทรปรึกษามาดามได้ที่ : 083-2496646 | 080-2492326 | 080-2493691
Line ID : @amedclinic  >>Line Click
Line ID : @amedhotline  >>Line Click